Pictures of the great kings of Thailand in the 1st year ROTC textbook (Photo: supplied by author)

ณ จุดปะทะทางอุดมการณ์: การปลูกฝังและการต่อต้านในหลักสูตรรักษาดินแดน

กองทัพไทยใช้หลักสูตรรักษาดินแดน (รด.) ซึ่งเป็นการฝึกที่มีนักศึกษาวิชาทหาร (นศท.) เข้าเรียนปีละกว่า 100,000 คน เพื่อปลูกฝังอุดมการณ์ชาตินิยม อนุรักษนิยม และความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ ควบคู่ไปกับการฝึกทหาร แต่จากการสัมภาษณ์ นศท. และผู้เกี่ยวข้องพบว่า ความพยายามดังกล่าวกลับถูกสั่นคลอนจากภายในด้วยความเมินเฉยและการต่อต้านอย่างเงียบ ๆ จนความทะเยอทะยานของกองทัพไร้พลัง

ในประเทศไทย หลักสูตรรักษาดินแดน (รด.) เป็นสิ่งที่ผู้คนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี นักเรียนระดับมัธยมศึกษาของไทยประมาณร้อยละ 15 เข้าร่วมหลักสูตรนี้ โดย รด. รับนักเรียนใหม่ (ซึ่งเรียกว่า “นักศึกษาวิชาทหาร” หรือ นศท.) ประมาณ 100,000 คนต่อปี และเนื่องจากผู้เข้าร่วมต้องศึกษาในหลักสูตรต่อเนื่องหลายปี ทำให้กองทัพมี นศท. อยู่ใต้บังคับบัญชารวมประมาณ 300,000 คนในแต่ละปี อดีตผู้บัญชาการทหารบก พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เคยกล่าวถึงความสำคัญของ รด. โดยระบุว่ากำลังพล นศท. มีขนาดใกล้เคียงกับกำลังพลของกองทัพบกทั้งกองทัพ

การเรียน รด. ครบห้าปีจะช่วยให้ผู้ที่อยากสมัครเป็นทหารอาชีพได้รับคะแนนพิเศษในการสอบ ขณะที่การเรียนครบสามปีจะได้รับสิทธิยกเว้นการเกณฑ์ทหาร อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ นศท. ส่วนใหญ่ไม่ได้เรียน รด. เพราะต้องการเป็นทหารหรือเพราะชื่นชอบกองทัพ แต่เรียนเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเกณฑ์ทหาร เนื่องจากผู้คนรับรู้ว่ากองทัพมักจะปฏิบัติต่อทหารผู้น้อยอย่างไม่เหมาะสม ด้วยเหตุนี้ นศท. จำนวนมากจึงลาออกจากหลักสูตรหลังจบชั้นปีที่สาม เพราะได้รับสิทธิยกเว้นการเกณฑ์ทหารแล้ว ส่งผลให้ รด. ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการผลิตกำลังพลสำรองและนายทหารกองหนุนได้ตามแผน

อย่างไรก็ตาม กองทัพมองว่า รด. มีหน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่ง นั่นคือการปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมือง ผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าหลักสูตรนี้มีความสำคัญในเชิงอุดมการณ์ต่อกองทัพอย่างมาก พล.ท. ปราการ ปทะวานิช อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (นรด.) เคยเขียนวิทยานิพนธ์เสนอว่าการหล่อหลอมอุดมการณ์ของ นศท. เป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ขณะที่พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก ก็เห็นพ้องกับแนวคิดดังกล่าว โดยในปี พ.ศ. 2562 เขาได้เดินทางไปยังศูนย์ฝึก นศท. หลายแห่งทั่วประเทศ เพื่อย้ำกับเหล่าเยวชนว่า พวกเขาต้องเป็น “พลเมืองที่ดี” และช่วยกองทัพในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่

อย่างไรก็ตาม “ภัยคุกคามรูปแบบใหม่” ที่ทั้งสองคนกล่าวถึงนั้น คือ “ทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง” ของประชาชนในสังคม ซึ่งทำให้ขาดความไว้วางใจต่อกองทัพ สถาบันกษัตริย์ และ “ประชาธิปไตยแบบไทย”

อันที่จริง กองทัพได้ลดสัดส่วนวิชาทางทหารในหลักสูตร รด. ลง จากเดิมร้อยละ 70 เหลือเพียงร้อยละ 55 ทำให้เนื้อหาเกือบครึ่งหนึ่งของหลักสูตรในปัจจุบันเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เช่น ‘ประวัติศาสตร์ชาติไทย’, ‘สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย’, ‘พลเมืองดีวิถีประชาธิปไตย’, ‘การข่าวเบื้องต้นและภัยคุกคามรูปแบบใหม่’, ‘บทบาททหารกับความมั่นคง’, ‘ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี’ และ ‘อุดมการณ์ของชาติไทย’

แม้ว่ากองทัพจะตระหนักถึงศักยภาพทางการเมืองของ รด. มานานแล้ว แต่วงการวิชาการกลับให้ความสนใจต่อหลักสูตรนี้ค่อนข้างน้อย ผลงานวิชาการในระดับนานาชาติแทบไม่ได้สำรวจผลกระทบของ รด. ต่อความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนกับกองทัพเลย โดยงานส่วนใหญ่มักมองเพียงว่า รด. เป็นช่องทางหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร หรือเป็นแหล่งรายได้ของกองทัพเท่านั้น

วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกชิ้นนี้มีเป้าหมายเพื่อเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว ผ่านการศึกษาเนื้อหาหลักสูตร เอกสารทางนโยบาย และการสัมภาษณ์ นศท. ทั้งในอดีตและปัจจุบัน บุคลากรของกองทัพ ตลอดจนถึงครูในโรงเรียน และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร ระหว่างปี พ.ศ. 2565–2567 วิทยานิพนธ์ชิ้นนี้ได้แสดงให้เห็นว่า รด. ได้กลายเป็นช่องทางสำคัญของการปลูกฝังอุดมการณ์โดยกองทัพ แต่ในขณะเดียวกัน ความพยายามดังกล่าวก็ถูกบั่นทอนจากทั้ง นศท. และครูฝึกเอง ซึ่งต่างใช้การต่อต้านในชีวิตประจำวันเพื่อขัดขวางเป้าหมายทางการเมืองของหลักสูตร จากการวิจัยพบว่า แม้ค่ายทหารจะเป็นพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ และเป็นพื้นที่ซึ่งฝ่ายชนชั้นนำพยายามปลูกฝังอุดมการณ์อันขัดกับระบอบประชาธิปไตย แต่การต่อต้านก็ยังเกิดขึ้นจากภายใน ณ จุดปะทะทางอุดมการณ์นั้นเอง

ชายชาตินักรบ

บทเรียนทางอุดมการณ์ในหลักสูตร รด. สามารถแบ่งออกได้คร่าว ๆ เป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือบทเรียนที่มุ่งหล่อหลอมให้ นศท. เป็นทหารในอุดมคติ หรือ ‘ชายชาตินักรบ’ (masculine warriors) ผู้จงรักภักดี เชื่อฟัง และยึดมั่นในชาตินิยมอย่างเข้มข้น

At the coalface of military indoctrination: the Thai ROTC

Propaganda versus apathy, defiance

บทเรียนเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านบรรยากาศของการฝึกที่เต็มไปด้วยระเบียบวินัยและความยากลำบาก ซึ่งมุ่งหล่อหลอมความเป็นชายและการเชื่อฟังผู้มีอำนาจอย่างไม่ตั้งคำถาม การออกกำลังกายท่ามกลางความร้อน ฝน และฝุ่น มักถูกใช้เป็นบทลงโทษ ประกอบกับการอดนอน ทั้งหมดนี้ล้วนมีเป้าหมายเพื่อฝึกให้ นศท. ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมให้ นศท. เชื่อฟังแม้ในเรื่องเล็กน้อย ผ่านการบังคับให้ปฏิบัติตามคำสั่งจุกจิกจากครูฝึก ตั้งแต่การควบคุมการแต่งกายและทรงผมอย่างเข้มงวด ไปจนถึงการสอดส่องพฤติกรรมของ นศท. แม้จะอยู่นอกพื้นที่ศูนย์ฝึกก็ตาม

การฝึก รด. มักถูกมองว่ามีความเข้มข้นน้อยกว่าการฝึกทหารเกณฑ์ แต่ความหนักหน่วงของมันก็ไม่ควรถูกมองข้าม ตัวอย่างเช่น ในปี พ.ศ. 2565 สื่อหลายสำนักรายงานว่า นศท. จำนวน 23 คนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล หลังประสบภาวะกล้ามเนื้อลายสลายและไตวายเฉียบพลันอันเป็นผลจากการลงโทษระหว่างการฝึก

การทำให้ นศท. ยอมรับระเบียบวินัยโดยไม่ตั้งคำถามเป็นพื้นฐานให้แก่การปลูกฝังอุดมการณ์อื่น ๆ โดยเฉพาะเรื่องความจงรักภักดี บทเรียนจำนวนมากย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าทหารที่ดีต้องจงรักภักดีต่อชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือเรื่องราวของพระยาพิชัย ซึ่งถูกสอนในวิชา ‘ประวัติศาสตร์ชาติไทย’ ชั้นปีที่ 2

พระยาพิชัยเป็นนักรบมากฝีมือผู้รับใช้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในสมัยกรุงธนบุรี เขาเลื่องชื่อด้านศิลปะการต่อสู้ และสามารถขับไล่กองทัพพม่าได้แม้ดาบข้างหนึ่งจะหักกลางศึก ตอนจบของเรื่องมีนัยสำคัญเป็นพิเศษ กล่าวคือ หลังการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงชักชวนพระยาพิชัยให้เข้ารับราชการกับพระองค์ แต่พระยาพิชัยปฏิเสธ เนื่องจากไม่ประสงค์จะรับใช้กษัตริย์พระองค์อื่น เขากลับทูลขอให้ประหารชีวิตตนเอง เพื่อที่จะได้ติดตามรับใช้พระเจ้าตากสินฯในภพหน้า

หลักสูตร รด. ยังมุ่งปลูกฝังชาตินิยมอย่างเข้มข้นให้แก่ นศท. ผ่านการเชิดชูความเป็นไทยควบคู่ไปกับการสร้างความเป็นอื่นที่ด้อยกว่า เรื่องราวของชาวบ้านบางระจัน ซึ่งสามารถต้านทานการรุกรานของกองทัพพม่าได้นานหลายเดือน ซึ่งถูกสอนในวิชา ‘ประวัติศาสตร์ชาติไทย’ เช่นกัน เป็นตัวอย่างที่สะท้อนแนวทางดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ในแบบเรียนกองทัพพม่าถูกพรรณนาว่าเป็นผู้ร้ายที่โหดเหี้ยมซึ่งข่มขืนและสังหารชาวไทยเพื่อความสนุก ก่อนจะสรุปว่าพวกพม่าสมควรถูกสังหารเพื่อล้างแค้น โดยระบุว่า “แม้จะแพ้ในการศึก แต่ก็ได้เลือดของพม่าเลว ๆ ส่วนมากบางคนมาล้างแค้นอย่างสาสม”

พลเมืองดีในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ

บทเรียนทางอุดมการณ์กลุ่มที่สองมีเป้าหมายในการหล่อหลอมให้ นศท. เป็นพลเมืองดีภายใต้ระบอบ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ซึ่งเป็นระบอบกึ่งประชาธิปไตยที่รัฐมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

บทเรียนในวิชา ‘พลเมืองดีวิถีประชาธิปไตย’ สอนว่า เนื่องจากสังคมไทยยังไม่มีวุฒิภาวะทางการเมืองเทียบเท่าประเทศตะวันตก ระบอบการปกครองที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทยจึงไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม บทเรียนดังกล่าวย้ำเรื่องเล่าของชนชั้นนำที่คุ้นเคย ว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนมีความสำคัญน้อยกว่าการที่ประเทศถูกปกครองโดย “คนดี” ซึ่งใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของประเทศ

แม้ว่าการแสวงหา “คนดี” มาเป็นผู้นำอาจเป็นเรื่องยากสำหรับประเทศอื่น ๆ แต่บทเรียนในวิชา ‘สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย’ และ ‘ประวัติศาสตร์ชาติไทย’ อ้างว่าประเทศไทยไม่เคยประสบปัญหาดังกล่าว เนื่องจากพระมหากษัตริย์ไทยทรงมีพระเมตตาโดยธรรมชาติ เพราะพระมหากษัตริย์ทรงยึดมั่นในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา จึงทรงปกครองบ้านเมืองเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอยู่เสมอ ส่งผลให้ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์มีความสัมพันธ์ที่แยกออกจากกันไม่ได้ แม้ในยุคปัจจุบันซึ่งพระราชอำนาจมักถูกมองว่ามีจำกัด พระมหากษัตริย์ไทยก็ยังทรงดำรงสถานะเป็น “ที่ปรึกษาของชาติ” ผู้ทรงชี้นำประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตทางการเมืองต่าง ๆ

ยิ่งไปกว่านั้น บทเรียนในวิชา ‘บทบาททหารกับความมั่นคง’ ยังนำเสนอกองทัพในฐานะข้าราชบริพารผู้จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ “คนดี” ที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้เข้ามาบริหารบ้านเมือง บทเรียนเหล่านี้ไม่ได้วาดภาพกองทัพแค่เพียงในฐานะผู้พิทักษ์ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์เท่านั้น หากยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศอีกด้วย เนื้อหาในบทเรียนอธิบายว่า ในช่วงสงครามเย็น กองทัพมีบทบาทอย่างมากในการเปลี่ยนประเทศให้ทันสมัย และในปัจจุบันก็ยังทำงานอย่างใกล้ชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในการดำเนินโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

บทเรียนในวิชา ‘ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี’ ยังนำเสนอคณะรัฐประหารปี พ.ศ. 2557 (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ [คสช.]) ในเชิงบวกอย่างมากอีกด้วย โดยวาดภาพคณะรัฐประหารให้เป็นผู้ที่กำลังนำพาประเทศไทยไปสู่สังคมอุดมคติ ซึ่ง “ประเทศชาติมีความมั่นคง ประชาชนมีความสุข” “บ้านเมืองสงบ ประชาชนมีความสุขอย่างยั่งยืน” และประชาชน “อยู่ดี กินดี มีอาชีพ และรายได้พอเพียง” ในทางตรงกันข้าม นักการเมืองกลับถูกนำเสนอในภาพลักษณ์เชิงลบว่าเป็นผู้โลภและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน โดยแบบเรียนมักเรียกนักการเมืองว่าเป็นผู้ที่ “เล่นการเมือง” และคอยบิดเบือนหรือชักจูงประชาชนเพื่อผลประโยชน์และความทะเยอทะยานของตนเอง

กล่าวอีกอย่างก็คือ บทเรียนกลุ่มนี้พยายามโน้มน้าวให้ นศท. เชื่อว่า “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เป็นระบอบการปกครองที่สมบูรณ์แบบ แม้แบบเรียนจะยอมรับว่าประเทศไทยยังเผชิญกับปัญหาหลายประการ แต่ก็ยืนยันว่าปัญหาเหล่านั้นล้วนมีสาเหตุร่วมกันเพียงประการเดียว นั่นคือ “การทุจริตคอร์รัปชัน” อย่างไรก็ตาม ตามคำอธิบายของแบบเรียน การทุจริตคอร์รัปชันมิได้เกิดจากข้อบกพร่องของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากเกิดจากทัศนคติของประชาชนซึ่งถูกนักการเมืองและศัตรูจากต่างชาติชักจูง จนละทิ้งความเป็นไทยและหลักพุทธศาสนา หันไปยึดติดกับความโลภ และปฏิเสธปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระมหากษัตริย์

ดังนั้น บทเรียนดังกล่าวจึงสื่อเป็นนัยว่า วิธีที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาของประเทศไทยไม่ใช่การปฏิรูปการเมือง หากแต่เป็นการให้การปลูกฝังอุมดมการณ์ทางการเมืองที่ถูกต้องแก่ประชาชน นอกจากนี้ ในเมื่อประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขถูกนำเสนอว่าเป็นระบอบที่สมบูรณ์แบบ การชุมนุมประท้วงและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและประชามติจึงไม่อาจนำไปสู่สิ่งใด นอกจากการสร้างความวุ่นวายและบั่นทอนความสงบเรียบร้อยของสังคม ด้วยเหตุนี้ แบบเรียนจึงไม่เคยกล่าวถึงการมีส่วนร่วมดังกล่าวในฐานะสิ่งที่ชอบธรรมหรือพึงประสงค์เลย

การปลูกฝังใน รด. ประสบความสำเร็จหรือไม่?

แม้กองทัพจะพยายามอย่างมากในการปลูกฝังอุดมการณ์ให้แก่ นศท. แต่ความพยายามดังกล่าวกลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก จากการสัมภาษณ์พบว่า การปลูกฝังเผชิญกับการต่อต้านจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในหลักสูตร รด. โดยเฉพาะครูฝึกและ นศท. อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจในหลักสูตรมีความเหลื่อมล้ำมาก การต่อต้านเหล่านี้จึงมิได้ปรากฏในรูปของการเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบหรือเผชิญหน้าและเปิดเผย หากแต่ซ่อนอยู่ในรูปของ ‘การต่อต้านในชีวิตประจำวัน’

การทำความเข้าใจการต่อต้านในชีวิตประจำวันจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย เนื่องจากการต่อต้านมักถูกซ่อนไว้ใต้สัญญะทางสังคมและไม่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน เพื่อศึกษาการต่อต้านในหลักสูตร รด. ผมจึงใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบไม่มีโครงสร้าง (unstructured interview) กับผู้ให้ข้อมูลจำนวน 31 คน ซึ่งประกอบด้วย นศท. จากภูมิภาคต่าง ๆ 21 คน บุคลากรทางทหาร 6 คน และบุคลากรทางการศึกษาฝ่ายพลเรือนที่ทำงานใกล้ชิดกับ รด. อีก 4 คน

เพื่อสร้างความไว้วางใจในการสัมภาษณ์ ผู้วิจัยแจ้งผู้ให้ข้อมูลอย่างชัดเจนว่าผู้วิจัยไม่ได้เป็นบุคลากรของกองทัพ และรับรองว่าข้อมูลทั้งหมดจะถูกปกปิดเป็นความลับและไม่เปิดเผยตัวตน นอกจากนี้ เพื่อสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง ผู้วิจัยพยายามทำให้การสนทนาไม่เป็นทางการ ตัวอย่างเช่น ผู้วิจัยมักบอกผู้ให้ข้อมูลเสมอว่าตนเองก็เคยเป็น นศท. มาก่อน เพื่อนำประสบการณ์ส่วนตัวในหลักสูตร รด. มาใช้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้วิจัยกับผู้ให้ข้อมูลตลอดการสนทนา

งานวิจัยของผมพบว่า การต่อต้านในชีวิตประจำวันถูกผลักดันจากทั้งผลประโยชน์ส่วนตนและอุดมการณ์ที่ก้าวหน้า โดยครูฝึกและ นศท. ส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการมีส่วนร่วมกับการปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างจริงจัง สำหรับครูฝึกที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ส่วนตัว การปลูกฝังอุดมการณ์เป็นเพียงภาระงานที่เพิ่มขึ้นมา เช่นเดียวกันกับ นศท. ซึ่งมักไม่ได้สนใจการเมือง บทเรียนเหล่านี้เป็นเรื่องน่าเบื่อ ในทางตรงกันข้าม สำหรับครูฝึกและ นศท. ที่มีแนวคิดก้าวหน้า บทเรียนดังกล่าวก็ยิ่งขัดแย้งกับความเชื่อทางการเมืองของตน

ทั้งนี้เพราะครูฝึกและ นศท. ที่มีแนวคิดก้าวหน้าต้องการเห็นการปฏิรูปกองทัพ เนื่องจากพวกเขาเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ภายในเหล่าทัพ ไม่ว่าจะเป็นการทุจริต ระบบอุปถัมภ์ และความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ บางคนยังมองว่าการแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพได้สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของทหาร และนำไปสู่การกดปราบพรรคการเมืองที่ตนสนับสนุน

แม้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนนัก ว่าอุดมการณ์ก้าวหน้าในหมู่ครูฝึกนั้นแพร่หลายเพียงใด แต่มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าแนวคิดดังกล่าวมีอยู่ในระดับที่มีนัยสำคัญ แม้ข้อมูลผลการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ในระดับหน่วยเลือกตั้งจะยังไม่ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่ผลการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2566 ก็ชี้ให้เห็นแนวโน้มดังกล่าวได้ในระดับหนึ่ง โดยพรรคก้าวไกล ซึ่งมีนโยบายปฏิรูปกองทัพ สามารถคว้าชัยชนะในหลายเขตเลือกตั้งที่มีประชากรทหารอาศัยอยู่หนาแน่น เช่น ดุสิต จตุจักร และพญาไท

เมื่ออยู่เบื้องหน้า ผู้ต่อต้านเหล่านี้มักแสร้งทำเป็นยอมรับนโยบายปลูกฝังอุดมการณ์ หากมองจากภายนอกพวกเขาอาจดูเป็นผู้ที่เชื่อฟังและปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด เช่น นศท. ยังคงเข้าเรียน เข้ารับการฝึก และปฏิบัติตามคำสั่ง ในขณะที่ครูฝึกก็ยังคงทำหน้าที่ของตนตามปกติ อย่างไรก็ตาม การยอมจำนนที่ปรากฏให้เห็นภายนอกนี้เป็นเพียงยุทธวิธีในการเอาตัวรอดภายใต้ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจในหลักสูตรเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่ได้ถูกจับตามองโดยกองทัพ พวกเขาจะเปิดเผยความไม่พอใจออกมาและแลกเปลี่ยนความรู้สึกนั้นต่อกันและกัน พร้อมทั้งค่อย ๆ สร้างเครือข่ายความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการขึ้นในหมู่ผู้ต่อต้าน ผู้ให้สัมภาษณ์จำนวนมากเล่าว่า ครูฝึกบางคนมักวิพากษ์วิจารณ์กองทัพ สถาบันพระมหากษัตริย์ และการเมืองให้ นศท. ฟัง บ้างตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการถูกหักเบี้ยเลี้ยง บ้างพูดถึงการทุจริตในการจัดซื้ออาวุธ บ้างวิจารณ์การทำงานที่ย่ำแย่ของคณะรัฐประหาร และบางคนถึงขั้นล้อเลียนหรือเยาะเย้ยคณะรัฐประหาร นอกจากนี้ ครูฝึกบางคนยังเปิดเผยว่าตนไม่ต้องการเข้าทำงานในพระราชวัง และบางคนเรียกพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำที่ไม่ให้เกียรติ ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ ผู้วิจัยพบว่าครูฝึกบางคนถึงกับสนับสนุนให้ นศท. เข้าร่วมการชุมนุมต่อต้านกองทัพช่วงปี พ.ศ. 2563-64

ในทางกลับกัน นศท. จำนวนมากให้สัมภาษณ์อย่างเปิดเผยว่า ช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ในศูนย์ฝึกได้เปิดโอกาสให้พวกเขาใกล้ชิดและพูดคุยกับทหารชั้นผู้น้อย จนตระหนักว่าทหารที่ดียังมีอยู่ และทหารเหล่านั้นก็เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเอารัดเอาเปรียบภายในกองทัพเช่นกัน ประสบการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ความเห็นอกเห็นใจและความรู้สึกร่วมกันระหว่างทหารชั้นผู้น้อยกับ นศท.

ความเห็นอกเห็นใจดังกล่าวเกิดขึ้นจากพลวัตของอัตลักษณ์พลเรือน–ทหารซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้เฉพาะในความสัมพันธ์ระหว่าง นศท. กับครูฝึก รด. เท่านั้น กล่าวอย่างง่ายก็คือ หลักสูตร รด. เปิดโอกาสให้นักเรียน/นักศึกษาได้สัมผัสความยากลำบากที่ทหารชั้นผู้น้อยต้องเผชิญ ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ทหารได้มีปฏิสัมพันธ์กับพลเรือน และหวนกลับมาตระหนักถึงสถานะความเป็นพลเมืองของตนเองอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้เอง หลักสูตร รด. จึงกลายเป็นพื้นที่เพาะบ่มพันธมิตรต่อต้านระบอบอำนาจนิยม ความสัมพันธ์ที่ไม่น่าจะก่อรูปขึ้นได้ กลับถือกำเนิดขึ้นในพื้นที่อันไม่น่าจะเป็นแหล่งกำเนิดของมัน

เมื่อ รด. เผชิญการต่อต้านในชีวิตประจำวัน

ความเฉยเมยและความเห็นแย้งของผู้เกี่ยวข้อง ได้นำไปสู่การก่อรูปของกฎที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรอันทรงพลังในหลักสูตร รด. นั่นคือ “เช็คชื่อ ตรวจผม กินขนม กลับบ้าน” ซึ่งกลายเป็นคำขวัญอย่างไม่เป็นทางการที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในหมู่ นศท. และครูฝึก คำขวัญดังกล่าวสะท้อนว่ากิจกรรมที่มีความสำคัญจริง ๆ ในหลักสูตร รด. มีเพียงสองอย่าง คือ การเช็คชื่อและการตรวจทรงผม ส่วนการเรียน การฝึก และกิจกรรมอื่น ๆ ล้วนเป็นเพียงพิธีกรรมที่ไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญมากนัก กฎที่ไม่เป็นทางการนี้นำไปสู่การต่อต้านในชีวิตประจำวันซึ่งลดทอนพลังของการปลูกฝังอุดมการณ์โดยกองทัพ เมื่อครูฝึกและ นศท. ต่างร่วมกันผลิตงานแบบขอไปที ก่อนจะช่วยกันปกปิดคุณภาพอันตกต่ำนั้นด้วยกลวิธี “ผักชีโรยหน้า”

ตัวอย่างเช่น กองทัพสนับสนุนให้ครูฝึกใช้แนวทาง “การเรียนรู้เชิงรุก” (Active Learning) ในการจัดการเรียนการสอน แต่ในทางปฏิบัติครูฝึกจำนวนมากกลับตีความแนวทางดังกล่าวว่าเป็น “การเรียนรู้ด้วยตนเอง” ผู้ให้สัมภาษณ์หลายคนเล่าว่า ครูฝึกบางคนเพียงแจกเอกสารประกอบการเรียนให้ นศท. แล้วเดินออกจากห้องเรียน ปล่อยให้ นศท. ใช้เวลาว่างไปตามอัธยาศัยจนกระทั่งใกล้หมดคาบ จึงกลับเข้ามาถามคำถามสองสามข้อ ก่อนอนุญาตให้เลิกเรียน

อีกตัวอย่างหนึ่งเกิดขึ้นระหว่างการฝึกภาคสนาม เมื่อครูฝึกคนหนึ่งพา นศท. ออกจากค่ายเพื่อวิ่งออกกำลังกาย อย่างไรก็ตาม หลังจากออกพ้นเขตค่ายแล้ว ครูฝึกกลับตกลงกับ นศท. ว่าจะอนุญาตให้ทุกคนเดินเล่นตามสบาย แต่เมื่อเดินทางกลับเข้าสู่ค่าย ทุกคนจะต้องวิ่งเป็นแถวอย่างพร้อมเพรียงและตะโกนร้องเพลงปลุกใจให้ดังราวกับเพิ่งผ่านการฝึกมาอย่างหนัก นศท. ต่างยอมรับข้อตกลงดังกล่าว และการ “ออกกำลังกาย” ครั้งนั้นก็ถูกจัดฉากขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ

กิจกรรม รด. จิตอาสาก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ถูกลดทอนพลังในลักษณะเดียวกัน เดิมทีกิจกรรมนี้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมให้ นศท. มีปฏิสัมพันธ์กับประชาชน ผ่านการให้บริการสาธารณะ การจัดงานเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และการ “ให้ความรู้ทางการเมือง” แก่ประชาชน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวได้รับความนิยมในหมู่ นศท. อย่างมาก ด้วยเหตุผลอีกประการหนึ่ง นั่นก็คือการเปิดโอกาสให้ นศท. รอดพ้นจากการฝึกอันหนักหน่วงและบทเรียนอันน่าเบื่อนั่นเอง ในบางครั้งหลังจากถ่ายภาพเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการปฏิบัติงานเรียบร้อยแล้ว ครูฝึกอาจปล่อยให้ นศท. ทำกิจกรรมร่วมกับพลทหารโดยไม่มีการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด เปิดโอกาสให้พวกเขาได้พักผ่อน พูดคุย หรือใช้เวลาร่วมกับเพื่อน ๆ ตามอัธยาศัย

ในทำนองเดียวกัน นศท. บางส่วนก็สมัครเข้าร่วมโครงการ รด. ไซเบอร์ (โครงการจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจเพื่อเผยแพร่ภาพลักษณ์เชิงบวกของกองทัพบนสื่อออนไลน์) อย่างไรก็ตาม แรงจูงใจในการเข้าร่วมของพวกเขาคือผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่า เช่น การหลีกเลี่ยงการฝึก หรือการได้ใช้งานคอมพิวเตอร์และห้องปรับอากาศ ด้วยเหตุนี้ เนื้อหาบางส่วนที่ผลิตโดย รด. ไซเบอร์จึงมีคุณภาพค่อนข้างต่ำ และขาดองค์ประกอบที่จำเป็นต่อการดึงดูดความสนใจหรือการสร้างกระแสบนโลกออนไลน์ ที่สำคัญ กิจกรรมของ รด. ไซเบอร์ส่วนใหญ่ดำเนินการเฉพาะในช่วงเปิดภาคการศึกษาของหลักสูตร รด. เท่านั้น ส่งผลให้การผลิตเนื้อหาเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ ของปี ในเดือนกันยายนและตุลาคมเท่านั้น

เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตำหนิหรือถูกลงโทษ ครูฝึกและ นศท. มักหาวิธีทำให้ผลงานซึ่งถูกผลิตออกมาแบบขอไปทีดูได้มาตรฐานตามที่กำหนด ตัวอย่างเช่น ในการเรียนการสอนภาคที่ตั้ง ครูฝึกจำนวนมากมักไม่ได้สอนอย่างเข้มงวดเพื่อให้ นศท. เข้าใจบทเรียน แต่เมื่อมีผู้สังเกตการณ์จากภายนอกมาดูงาน ครูฝึกจะกำชับให้ทุกคนปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมและแสดงความตั้งใจเรียนออกมา นอกจากนี้ การทดสอบออนไลน์จำนวนมากยังเปิดโอกาสให้ นศท. แลกเปลี่ยนคำตอบกันได้โดยง่าย โดยครูฝึกมักไม่ได้เข้มงวดกับพฤติกรรมดังกล่าว ผู้ให้สัมภาษณ์บางรายยังระบุว่า ครูฝึกบางคนอาจให้ความช่วยเหลือแก่นักเรียนในระหว่างการสอบ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีผู้ใดสอบตก

การแย่งชิงหลักสูตร รด.

แม้ประสิทธิผลทางการเมืองของหลักสูตร รด. จะยังเป็นที่น่ากังขา แต่กลุ่มอำนาจต่าง ๆ ภายในกองทัพยังคงพยายามช่วงชิงตำแหน่งผู้บัญชาการ นรด. เพื่อใช้ประโยชน์จากการปลูกฝังอุดมการณ์ของหลักสูตร กรณีของ พล.ท. วีรชัย อินทุโศภน ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการ นรด. ระหว่างปี พ.ศ. 2558–2560 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน พล.ท. วีรชัยเป็นนายทหารในสายบูรพาพยัคฆ์ ซึ่งเป็นกลุ่มอำนาจที่มีบทบาทในรัฐบาลรัฐประหารระหว่างปี พ.ศ. 2557–2566 เมื่อคณะรัฐประหารต้องการผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2559 ผ่านประชามติ วีรชัยก็ได้ริเริ่มกิจกรรม รด. จิตอาสาที่ได้กล่าวถึงไปข้างต้น

ระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคมปี พ.ศ. 2558 กิจกรรม รด. จิตอาสาได้ลงพื้นที่ใน 650 อำเภอ และเข้าถึงประชาชนมากกว่า 500,000 คน หนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือการแจกเอกสารสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญในบริเวณซึ่งมีผู้คนพลุกพล่านที่สุดของกรุงเทพมหานคร กิจกรรมดังกล่าว พร้อมด้วยปัจจัยอื่น ๆ เช่น การดำเนินการกับผู้วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ และความกังวลของสังคมว่าหากไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอาจทำให้รัฐบาลรัฐประหารอยู่ในอำนาจต่อไป น่าจะเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชามติผ่านการเห็นชอบจากประชาชนในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 หลังจากนั้นไม่นานคณะรัฐประหารโดยกลุ่มบูรพาพยัคฆ์ก็มอบรางวัลให้ พล.ท. วีรชัย โดยการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก

หลังยุคของ พล.ท. วีรชัย บทบาทด้านการปลูกฝังอุดมการณ์ของหลักสูตร รด. ยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้น ในปี พ.ศ. 2562 ภายใต้การนำของ พล.ท. ปราการ ปทะวานิช โครงการ รด. New Gen ก็ได้เริ่มต้นขึ้น โดยโครงการปรับเปลี่ยนแง่มุมหลายประการของ รด. ให้สนับสนุนภารกิจด้านการปลูกฝังอุดมการณ์มากขึ้น ผ่านการสร้างการยอมรับในหมู่เยาวชน เช่น การผ่อนปรนระเบียบเกี่ยวกับทรงผม และการส่งเสริมการเรียนรู้แบบเชิงรุก ขณะที่อีกมาตรการสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการจัดตั้งกิจกรรม รด. ไซเบอร์ เพื่อสนับสนุนการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของกองทัพบนโลกอินเตอร์เน็ต

รด. และการต่อสู้ระหว่างพลเรือนกับกองทัพ

หลักสูตร รด. เป็นภาพสะท้อนอันชัดเจนของการต่อสู้ระหว่างพลเรือนกับกองทัพในการเมืองไทยร่วมสมัย ในด้านหนึ่ง กองทัพพยายามใช้ รด. เป็นเครื่องมือในการปลูกฝังอุดมการณ์แก่เยาวชน เพื่อรักษาอำนาจนำซึ่งมีทหารและสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นแกนกลาง แต่ในอีกด้านหนึ่ง สังคมไทยซึ่งมีตัวแทนคือครูฝึกและ นศท. กลับตอบสนองต่อความพยายามดังกล่าวด้วยการต่อต้านในรูปแบบต่าง ๆ

กล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้นคือ กองทัพคาดหวังให้ครูฝึกและ นศท. ยอมรับบทบาทของกองทัพทั้งในด้านการป้องกันประเทศจากภัยคุกคามภายนอก (กองทัพในฐานะชายชาตินักรบ) และในด้านการเมือง (กองทัพในฐานะผู้พิทักษ์และผู้สร้างประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) อย่างไรก็ตาม ครูฝึกและ นศท. ส่วนใหญ่ยอมรับบทบาทในด้านแรก แต่ปฏิเสธบทบาทในด้านหลัง

แม้ว่าครูฝึกส่วนใหญ่จะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างจริงจังนัก แต่หลายคนยังคงให้ความสำคัญอย่างมากกับการหล่อหลอม นศท. ให้เป็นชายชาตินักรบ ครูฝึกยังคงสอนให้ นศท. รักชาติและพร้อมเสียสละเพื่อประเทศ ขณะเดียวกันก็ยังใช้การลงโทษและการฝึกให้เชื่อฟังในเรื่องเล็กน้อยเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเข้มแข็ง อดทน และความมีวินัย

At the coalface of military indoctrination: the Thai ROTC

Propaganda versus apathy, defiance

ในทำนองเดียวกัน แม้ นศท. จำนวนมากจะไม่ชอบวิธีการฝึกของครูฝึก แต่พวกเขากลับมองว่าการฝึกให้เยาวชนเป็นชายชาตินักรบนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ นศท. อาจพยายามอู้ หลบเลี่ยง หรือหาทางลดความหนักหน่วงของการฝึก แต่แทบไม่มีใครตั้งคำถามต่อวาทกรรมที่ว่าชายชาตินักรบคือแบบอย่างของทหารในอุดมคติ

ในทางตรงกันข้าม การปลูกฝังที่มุ่งสร้างความชอบธรรมให้แก่บทบาททางการเมืองของกองทัพกลับเผชิญกับการต่อต้านอย่างชัดเจนจากทั้งครูฝึกและ นศท. ผู้ให้สัมภาษณ์จำนวนมากมองว่าบทเรียนเหล่านี้ขาดความน่าเชื่อถือ ไม่มีประโยชน์ และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเนื้อหาดังกล่าวขัดแย้งกับประสบการณ์และความเชื่อทางการเมืองของพวกเขา ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงมองว่าการปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นเพียงภาระ สิ่งที่น่าเบื่อหน่าย และเป็นปัญหาที่ควรถูกแก้

การยอมรับวาทกรรมชายชาตินักรบแต่ปฏิเสธการปลูกฝังทางการเมือง สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังพยายามนิยามความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือน กองทัพ และสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้นมาใหม่ กล่าวคือ ผู้คนจำนวนมากยังคงยอมรับบทบาทของกองทัพในการป้องกันประเทศจากภัยคุกคามภายนอก แต่ไม่ต้องการให้กองทัพเข้ามามีบทบาททางการเมืองดังเช่นที่ผ่านมา คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่ากองทัพไทยจะปรับตัวให้สอดคล้องกับความคาดหวังดังกล่าวของสังคม หรือจะยังคงมุ่งใช้การปลูกฝังอุดมการณ์เพื่อรักษาบทบาททางการเมืองของตนต่อไป งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่า แนวทางหลังอาจไม่สามารถบรรลุผลได้ตามที่กองทัพคาดหวัง

• • • • • • • •

หนังสือเล่มใหม่ของผู้เขียนเรื่อง The Thai Military’s Student Training Programme: Indoctrination, Resistance, and Civil–Military Struggle มีกำหนดตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Routledge ภายใต้ซีรี่ส์ Rethinking Southeast Asia เร็ว ๆ นี้

บทความชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความที่นำเสนอผลงานของนักวิชาการรุ่นใหม่ด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเผยแพร่โดยได้รับการสนับสนุนจาก Australian National University College of Asia and the Pacific

Enjoyed this article? Subscribe to New Mandala

Keep up to date with opinionated, informed and accessible commentary on Southeast Asia from leading researchers. Leave your email address in the field below and you'll receive new posts in your inbox as they are published.

Thailand at New Mandala

“Slow resistance” in the Salween River Basin

Grassroots activism gums up the wheels of hydro-development

In Bangkok, whose heritage counts?

The battle over Chao Mae Thapthim Shrine